สาระน่ารู้เกี่ยวกับการ Refinance รถยนต์ ( รีไฟแนนซ์รถยนต์ )

Refinance รถยนต์, รีไฟแนนซ์รถยนต์ จัดไฟแนนซ์รถมือสอง สินเชื่อรถแลกเงิน สินเชื่อรถยนต์ ย้ายไฟแนนซ์รถยนต์ จัดไฟแนนซ์รถเก่า จัดไฟแนนซ์รถบ้าน
Refinance รถยนต์, รีไฟแนนซ์รถยนต์ จัดไฟแนนซ์รถมือสอง สินเชื่อรถแลกเงิน สินเชื่อรถยนต์ ย้ายไฟแนนซ์รถยนต์ จัดไฟแนนซ์รถเก่า จัดไฟแนนซ์รถบ้าน

สาระน่ารู้เกี่ยวกับการ Refinance รถยนต์ ( รีไฟแนนซ์รถยนต์ )


การรีไฟแนนซ์รถยนต์ ( Refinance รถยนต์ ) นั้น มีหลายรูปแบบ แต่ละแบบก็มีรายละเอียดแตกต่างกันไป และเพื่อให้การเข้าสู่ธุรกรรมนี้เป็นไปอย่างราบรื่น ไม่ติดขัด เรามาดูถึงกฎ กติกา มารยาทในเรื่องนี้แบบรู้ลึก รู้จริง และรู้รอบ กันเลยดีกว่า

การ รีไฟแนนซ์รถยนต์ แบ่งออกเป็น 3 ลักษณะใหญ่ ๆ ดังนี้ คือ

1. กรณียังไม่มีเล่มทะเบียน คือ อยู่ระหว่างผ่อนชำระ แต่ต้องการรีไฟแนนซ์ จะสามารถทำได้ 2 ลักษณะ คือ

1) รีไฟแนนซ์กับธนาคารเดิม

2) รีไฟแนนซ์กับธนาคารใหม่

2. กรณีมีเล่มทะเบียน เรียบร้อยแล้ว คือ ผ่อนชำระเสร็จสิ้นแล้ว สามารถทำได้ 2 ลักษณะเช่นกัน คือ

1) นำเล่มทะเบียนไปวางค้ำประกันไว้ แล้วขอกู้เงินโดยไม่ต้องเปลี่ยนชื่อในเล่มทะเบียน ( Mortgage ) เรียก จำนำทะเบียน

2) มีเล่มทะเบียนแล้ว ต้องการเงินกู้จากธนาคารโดยยอมเปลี่ยนชื่อในเล่มทะเบียน ก็คือ การทำไฟแนนซ์ใหม่ หรือ รีไฟแนนซ์ ( Refinance ) นั่นเอง

3. การดำเนินการยื่นเรื่อง Refinance รถยนต์ ทำได้ 2 แบบ คือ

1) การยื่นรีไฟแนนซ์ด้วยตัวเอง

2) การยื่นรีไฟแนนซ์ผ่านดีลเลอร์ของธนาคาร

ข้อดี – ข้อเสีย และความแตกต่างของการ Refinance รถยนต์ ตามลักษณะต่าง ๆ ทั้ง 3 ข้อ

1. กรณียังไม่มีเล่มทะเบียน

1.1 การ Refinance รถยนต์ กับธนาคารใหม่

ข้อดี

          • อาจได้ยอดจัดหรือดอกเบี้ยถูกกว่าที่เดิม อันเนื่องมาจากการแข่งขันกันเองระหว่างธนาคาร การยื่นกู้อาจจะง่ายขึ้น อาจเนื่องจากที่ใหม่ ไม่ใช่ผู้ค้ำประกัน หรือมีเงื่อนไขดีกว่าที่เดิม

ข้อเสีย

          • การย้ายธนาคาร คุณต้องจ่ายค่าโอนกรรมสิทธิ์ใหม่ ทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น

1.2 การ Refinance รถยนต์ กับธนาคารเดิม

ข้อดี

          • กรณีเรามีประวัติผ่อนชำระดี การ รีไฟแนนซ์ ที่เดิมอาจจะผ่านง่ายกว่าที่ใหม่
          • การ รีไฟแนนซ์รถยนต์ กับที่เดิม ไม่ต้องเสียค่าโอนย้ายกรรมสิทธิ์ นั่นคือ ทำให้เราประหยัดเงินไปบางส่วน

ข้อเสีย

          • หากต้องการใช้บริการกับที่เดิม บางครั้งอาจจะไม่ได้ยอดจัดสูงที่สุดและดอกเบี้ยที่ดีที่สุด

2. กรณีมีเล่มทะเบียนแล้ว ควรจะทำแบบโอนเล่ม ( รีไฟแนนซ์ ) หรือไม่โอนเล่ม ( จำนำทะเบียน ) ดี ?!!

      • กรณีมีเล่มแล้ว การจำนำทะเบียน ( ไม่โอนเล่ม ) ก็ดีตรงที่ชื่อยังเป็นชื่อเรา แต่คุณก็ต้องนำเล่มไปให้ธนาคารเก็บไว้อยู่ดี
      • กรณีไม่โอนเล่ม อัตราดอกเบี้ยต่อปี จะสูงกว่า กรณีโอนเล่ม เนื่องจากธนาคาร ถือว่าการโอนเล่ม ทำให้มีหลักประกันเงินกู้แตกต่างจากไม่โอนเล่ม ธนาคารไม่มีหลักประกันเงินกู้ เป็นลักษณะของสินเชื่อส่วนบุคคล ดังนั้นแบบไม่โอนเล่ม ถึงแม้โฆษณาจะบอกว่าประมาณ 6 % ต่อปี แต่เป็นการผ่อนชำระแบบลดต้นลดดอก ( Effective Rate – แบบผ่อนบ้าน ) ที่เป็นดอกเบี้ยผ่อนรถทั่วไป ที่อยู่ประมาณ 4 – 5 % ต่อไป
      • ข้อดีของการจำนำทะเบียน ( แบบไม่โอนชื่อในเล่ม ) คือ หากเราต้องการปิดบัญชีก่อนกำหนด ธนาคารก็คิดให้เราเฉพาะเงินต้นเท่านั้น ไม่ต้องรวมดอกเบี้ยในปีที่เหลือ เหมือนกับการ รีไฟแนนซ์ แบบเปลี่ยนชื่อทั่วไป
      • การจำนำทะเบียน ( ไม่โอนชื่อในเล่ม ) ไม่มีภาระต้องจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่ม 7 % แบบเปลี่ยนชื่อต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม 7 % รวมไปกับยอดผ่อนชำระในรายเดือน

Refinance รถยนต์, รีไฟแนนซ์รถยนต์ จัดไฟแนนซ์รถมือสอง สินเชื่อรถแลกเงิน สินเชื่อรถยนต์ ย้ายไฟแนนซ์รถยนต์ จัดไฟแนนซ์รถเก่า จัดไฟแนนซ์รถบ้าน

3. จะ Refinance รถยนต์ ด้วยตนเองหรือทำผ่านดีลเลอร์ ?!!

      • กรณีที่ท่านยังมีภาระผ่อนชำระกับธนาคารนั้น การ รีไฟแนนซ์ถยนต์ คันเดิม ท่านต้องนำเงินสดส่วนตัวไปปิดบัญชีกับธนาคารที่เดิมหรือที่ใหม่ เนื่องจากธนาคารไม่รับปิดบัญชีให้ลูกค้า โดยลูกค้าจะต้องปิดบัญชีด้วยตนเอง ก่อนจะยื่นเอกสารกับธนาคารได้ ดังนั้นหากท่านไม่สะดวกที่จะนำเงินสดไปปิดบัญชีได้ก่อน ท่านก็สามารถ รีไฟแนนซ์ถยนต์ ผ่านทางดีลเลอร์ของธนาคาร ดีลเลอร์จะให้ท่านยื่นเอกสาร จัดสินเชื่อให้ผ่านก่อน เมื่อผ่านแล้วดีลเลอร์ก็จะไปปิดบัญชีที่ธนาคารเดิมให้ท่านนำเล่มทะเบียนรถไปให้ธนาคารใหม่ภายหลัง โดยดีลเลอร์ก็คิดค่าธรรมเนียมการ จัดไฟแนนซ์รถยนต์ และค่าใช้จ่าย ๆ อื่น ๆ เช่น ค่าปิดบัญชีกับท่าน
      • กรณีที่ท่านมีเล่มทะเบียนแล้วท่านสามารถยื่นเรื่อง รีไฟแนนซ์ถยนต์ ได้ด้วยตนเอง หากแต่ท่านก็ต้องเสาะหาข้อมูลด้วยตนเอง ว่าธนาคารใดจะให้เงื่อนไขเรื่องดอกเบี้ยและยอดจัดอย่างไร รวมทั้งที่ใดจะยื่นเรื่องแล้วผ่านง่าย ที่ใดผ่านยาก หากเห็นว่ายุ่งยากท่านสามารถให้ดีลเลอร์จัดการแทนท่านได้

รถยนต์ที่ รีไฟแนนซ์ ได้ ปีไหนถึงปีไหน ?!!

      • ลิสซิ่งส่วนใหญ่รับรถได้ประมาณถึง 16 ปี ( กรณีปีนี้ 2019 รถ 2003 ก็ยังรับ รีไฟแนนซ์ ได้ )

รถยนต์ที่รีไฟแนนซ์ไม่ได้ หรือได้แต่ได้ยอดน้อยมาก

      • รถที่อายุเกิน 16 ปี ลิสซิ่ง ไม่รับรีไฟแนนซ์
      • รถที่ไม่ใช่รถตลาดจะ รีไฟแนนซ์ ราคาประมาณ 70 % ของราคากลาง
      • รถไม่รับ เช่น แท็กซี่ที่ไม่ใช่เขียวเหลือง, บรรทุกบางประเภท ( ต้องใช้ลิสซิ่งเฉพาะทางในการ จัดไฟแนนซ์รถยนต์ กลุ่มประเภทนี้ )
      • รถที่เปลี่ยนเครื่องคนละตระกูลกัน เช่น รถโตโยต้า ไปใส่เครื่องคนละรุ่น หรือรถฮอนด้าไปใส่เครื่องโตโยต้า เป็นต้น

รถตลาด และรถที่ไม่ใช่รถตลาด คือ รถอะไรบ้าง ?!!

      • รถตลาด ( Market Brand ) คือ รถที่เป็นที่นิยม เช่น โตโยต้า ฮอนด้า อีซูซุ เบนซ์ บีเอ็ม นิสสัน มิตซูบิชิ กรณี รีไฟแนนซ์ ยอดจัดจะสูงประมาณ 90 – 100 % ของราคากลาง และผ่อนชำระได้นานถึง 72 งวด
      • รถที่ไม่ใช่รถตลาด ( Non Market Brand ) คือ รถที่ไม่ใช่รถในกลุ่มแรก หากแต่บางรุ่น บางยี่ห้อ จึงจัดได้ 90 % รถ Non Market Brand บางรุ่นจัดได้เพียง 70 % บางรุ่น จัดไฟแนนซ์รถยนต์ ไม่ได้เลย แม้ว่าจะเป็นรถใหม่ก็ตาม

เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านจะได้รับข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับ Refinance รถยนต์เรียบร้อยแล้ว และถ้าหากท่านสนใจที่จะรีไฟแนนซ์รถยนต์กับสถาบันทางการเงินที่เชื่อถือได้ ท่านสามารถติดต่อฝ่ายบริการลูกค้าของ ซิตี้ ลิสซิ่ง ได้ตลอดเวลา หรือท่านสามารถขอคำปรึกษา หรือให้เราช่วยวางแผนให้ท่านได้ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายในการปรึกษาแต่อย่างใด

สินเชื่อรถยนต์ ซิตี้ ลิสซิ่ง


รายละเอียดสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายบริการสินเชื่อ

สำนักงานใหญ่ สายด่วน : 

โทร. 02 7623850 – 51 , 02-7623838 , 02-5143838 หรือ 089-8944348

สาขาพัทยา  โทร. 038-182328-30

รีไฟแนนซ์รถยนต์ แบบไหนถึงจะดีและคุ้มค่าที่สุด !

คำแนะนำสำหรับการรีไฟแนนซ์รถยนต์, จัดไฟแนนซ์รถมือสอง, สินเชื่อรถแลกเงิน, สินเชื่อรถยนต์, ย้ายไฟแนนซ์รถยนต์, จัดไฟแนนซ์รถเก่า, จัดไฟแนนซ์รถบ้าน, Refinance รถยนต์
คำแนะนำสำหรับการรีไฟแนนซ์รถยนต์, จัดไฟแนนซ์รถมือสอง, สินเชื่อรถแลกเงิน, สินเชื่อรถยนต์, ย้ายไฟแนนซ์รถยนต์, จัดไฟแนนซ์รถเก่า, จัดไฟแนนซ์รถบ้าน, Refinance รถยนต์

รีไฟแนนซ์รถยนต์ แบบไหนถึงจะดีและคุ้มค่าที่สุด !


     แทบจะปฏิเสธไม่ได้เลยว่าทุกวันนี้นั้น รถยนต์ เป็นยานพาหนะที่มีความจำเป็นต่อวิถีชีวิตคนในยุคปัจจุบัน เราจะสังเกตได้จากปริมาณรถยนต์ที่มีอยู่จำนวนมากบนท้องถนน ที่มีทั้งรถยนต์ส่วนตัว รถโดยสารสาธารณะ นอกจากรถยนต์จะช่วยอำนวยความสะดวกในเรื่องการเดินทางของคนเราแล้ว ยังช่วยแบ่งเบาภาระและอำนวยความสะดวกด้านการขนส่งอีกด้วย การส่งสินค้า อาหาร ยา พัสดุ และสิ่งต่าง ๆ อีกมากมาย เนื่องจากปริมาณความต้องการใช้รถเพิ่มมากขึ้น ทำให้ภาคอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์เกิดการแข่งขันกันอย่างมาก ทั้งทางด้านรูปลักษณ์ของรถ สิ่งอำนวยความสะดวกภายในตัวรถ รวมไปถึงราคาของรถ ที่นับวันมีแต่จะสูงขึ้นไปตามการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทำให้การซื้อรถสักคัน ต้องใช้เงินทุนก้อนใหญ่ ที่อาจจะส่งผลกระทบต่อสถานะทางการเงินของตัวเรา หากคุณไม่ได้วางแผนการเงินเป็นอย่างดี ก็อาจจะทำให้เกิดปัญหาหมุนเงินไม่ทัน เงินไม่พอใช้ และเมื่อเกิดปัญหานั้น คุณจำเป็นต้องมองหาทางออก หาแหล่งเงินทุน หรือสถาบันทางการเงินที่ดี ที่จะช่วยแบ่งเบาภาระของคุณได้ การ รีไฟแนนซ์รถยนต์ จึงเป็นทางออกหนึ่งที่จะช่วยเปลี่ยนรถของคุณให้เป็นเงินทุนได้

การรีไฟแนนซ์รถยนต์ คืออะไร ?

     การ รีไฟแนนซ์รถยนต์ คือการที่ผู้เช่าซื้อรถทำนิติกรรมกับสถาบันทางการเงินเพื่อขอกู้เงินก้อนใหม่ เพื่อนำไปใช้ชำระหนี้สินก้อนเดิม อาจมีเงื่อนไขและประโยชน์ที่ดีกว่าเดิม ดอกเบี้ยอาจจะต่ำกว่าเดิม ระยะเวลาการผ่อนชำระที่มากขึ้น อาจมีข้อดีแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับสถาบันทางการเงินที่เราเลือก ไม่ว่าเราจะตัดสินใจรีไฟแนนซ์รถยนต์กับบริษัทเดิม หรือจะเป็นบริษัทใหม่ สิ่งสำคัญที่ผู้เช่าซื้อต้องคำนึงถึงก่อนตัดสินใจรีไฟแนนซ์รถยนต์ คือผู้เช่าซื้อต้องคำนวณดอกเบี้ยคงเหลือตามสัญญากู้ฉบับเดิม นำมาคำนวณหักส่วนต่างดอกเบี้ยที่จะทำการขอกู้ใหม่เพื่อพิจารณาดูก่อนว่าคุ้มค่าหรือไม่ เมื่อได้รับการอนุมัติจากสถาบันทางการเงินให้จัดทำสินเชื่อใหม่ ก็เริ่มการผ่อนชำระใหม่ โดยค่าชำระในเดือนที่ 1 จะเริ่มนับเป็นงวดแรก ไปจนกว่าครบงวดตามที่ได้มีการทำข้อตกลงไว้ในสัญญา

ตัวอย่างการ รีไฟแนนซ์รถยนต์

     คุณ A ได้ทำการเช่าซื้อรถยนต์คันหนึ่งในราคา 800,000 บาท ชำระเงินดาวน์ไปแล้วจำนวน 200,000 บาท และยังมียอดที่ต้องผ่อนอีกจำนวน 600,000 บาท

สมมุติว่าธนาคาร หรือสถาบันการเงิน คิดดอกเบี้ยคุณ A อยู่ที่ 4 % / ต่อปี โดยมีระยะเวลาการผ่อนชำระอยู่ที่ 7 ปี หรือ 84 เดือน

คุณ A จะต้องผ่อนชำระพร้อมดอกเบี้ยตลอด 7 ปี คือ 600,000 X 4 % เท่ากับ 24,000 บาท X 7 ปี = 168,000 บาท

ยอดเงินที่คุณ A จะต้องผ่อนชำระทั้งหมดเท่ากับ 768,000 บาท โดยมีงวดผ่อนชำระทั้งหมด 84 งวด

เท่ากับ ยอดที่ต้องผ่อนชำระค่าเช่าซื้อรถยนต์ เดือนละ 768,000 / 84 = 9,143 บาท

เมื่อคุณ A ผ่อนชำระค่างวดรถไปเป็นเวลา 3 ปี จะเหลือวงเงินที่ค้างอยู่กับสถาบันทางการเงิน หรือธนาคาร อยู่ที่ 470,852 บาท ( 800,000 – ( 9,143 x 36 ) = 470,852 บาท )

แต่เมื่อเวลาที่คุณ A ต้องการรีไฟแนนซ์รถยนต์ ทางสถาบันทางการเงินประเมินว่ารถของคุณ A สามารถรีไฟแนนซ์ได้ในราคา 600,000 บาท และเมื่อคุณ A รีไฟแนนซ์ใหม่ คุณ A จะมีค่าเงินส่วนต่างเหลืออยู่ที่ 129,148 บาท ( 600,000 ( ยอดใหม่ ) – 470,852 ( ยอดค้างเดิม ) = 129,148 บาท )

รีไฟแนนซ์รถยนต์ …ไปทำไม ?!!

     เป็นทางเลือกที่ดีทางหนึ่งสำหรับหลาย ๆ คนที่มีภาระค่าใช้จ่ายที่ต้องแบกรับเยอะ ทำให้ดอกเบี้ยที่ต้องผ่อนชำระลดลง และยังเหลือเงินก้อนที่สามารถนำไปใช้เป็นเงินทุนสำหรับทำอย่างอื่นได้ การรีไฟแนนซ์รถยนต์มีข้อดีกว่าการกดเงินสดจากบัตรเครดิต ตรงที่ดอกเบี้ยถูกกว่ามาก เพราะดอกเบี้ยของบัตรเครดิต จะอยู่ที่ประมาณ 20 % ขึ้นไป แต่ดอกเบี้ยของการรีไฟแนนซ์รถยนต์จะอยู่ที่ 3 – 5 % โดยประมาณ

รีไฟแนนซ์รถ ทำยังไง ?!!

     สำหรับท่านที่มีความสนใจการรีไฟแนนซ์รถยนต์ และต้องการอยากจะทราบขั้นตอนว่าจะทำดำเนินการอย่างไรบ้าง เราจะแบ่งข้อมูลออกเป็น 2 กรณี ส่วนจะมีอะไรบ้าง… เรามาเริ่มกันเลย !

1. กรณีที่ยังอยู่ในระหว่างผ่อนชำระ

     ท่านสามารถตัดสินใจเลือกได้ว่า จะรีไฟแนนซ์กับสถาบันการเงินที่เดิม หรือที่ใหม่ก็ได้ โดยเลือกพิจารณาจากเงื่อนไขต่าง ๆ ที่ท่านรู้สึกพึงพอใจที่สุด

การ รีไฟแนนซ์รถยนต์ กับที่ใหม่

ข้อดี

          • มีโอกาสได้ดอกเบี้ยที่ถูกกว่าที่เดิม
          • มีโอกาสได้รับเงื่อนไขที่ดีกว่าที่เดิม ทำให้การยื่นกู้ง่ายขึ้น

ข้อเสีย

          • จะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการย้ายจากสถาบันการเงินเดิม เช่น ค่าธรรมธรรมเนียม, ค่าโอนเล่ม, ค่าตรวจสภาพรถ, ค่าอากรแสตมป์

การ รีไฟแนนซ์รถยนต์ กับที่เดิม

ข้อดี

          • หากท่านเป็นผู้ที่มีประวัติการผ่อนชำระอยู่ในเกณฑ์ที่ดี จะทำให้มีโอกาสยื่นกู้ผ่านง่ายขึ้น
          • ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการโอนย้ายกรรมสิทธิ์ ทำให้ประหยัดเงินในกระเป๋า

ข้อเสีย

          • อาจไม่ได้รับเงื่อนไข หรือข้อเสนอที่ดีที่สุด เพราะเนื่องจากเป็นสถาบันการเงินที่เดิม

2. กรณีที่ผ่อนชำระหมดเรียบร้อยแล้ว

     การนำรถที่ปลอดภาระมาขอกู้เงิน เรียกว่าการ “จำนำทะเบียนรถ” โดยการนำเล่มทะเบียนไปค้ำประกัน ก็สามารถทำเรื่องขอกู้เงินได้โดยที่ไม่ต้องผู้ครอบครองในเล่มทะเบียนรถ หรือสามารถเลือกได้อีกแบบหนึ่งก็คือ ขอกู้ด้วยการยินยอมเปลี่ยนชื่อผู้ครอบครองในเล่มทะเบียนรถ

รีไฟแนนซ์รถยนต์ อย่างไรให้คุ้มค่ามากที่สุด !

    • ปัจจัยเกี่ยวกับรถยนต์

รถยนต์ที่จะสามารถรีไฟแนนซ์ได้ราคาดี คือ รถยนต์ที่มียี่ห้อและเป็นรุ่นผู้คนนิยมใช้ เช่น Toyota, Honda, Benz, BMW ส่วนรถยนต์ที่รีไฟแนนซ์ไม่ได้ หรือถ้าได้ ก็จะได้ยอดน้อยมากก็คือ รถที่มีอายุเกิน 16 ปี

    • ปัจจัยของผู้กู้

ปัจจัยของผู้กู้เอง ถือเป็นสาระสำคัญ เช่น ฐานเงินเดือน, ประวัติทางด้านเครดิตหรือการผ่อนชำระ, เอกสารไม่ครบถ้วน, หรือเพิ่งจะเริ่มทำงานได้เพียงไม่นาน ทำให้ขาดความน่าเชื่อถือที่เพียงพอต่อการอนุมัติจากสถาบันทางการเงิน

    • นำส่วนต่างจาการรีไฟแนนซ์ไปลงทุนต่อยอด

หลังจากการรีไฟแนนซ์รถยนต์ หากมีส่วนต่าง ควรวางแผนในการใช้เงินส่วนนั้นให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยการนำไปลงทุนต่อยอด เช่น ซื้อสลากออมสิน, ซื้อพันธบัตรรัฐบาล ตราสารอนุพันธ์ ซื้อกองทุนรวม ซื้อหุ้น หรือผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่น ๆ เป็นต้น และอย่าสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ การลงทุนทุก ๆ อย่าง ต้องอาศัยความรู้และข้อมูล คุณจึงควรที่จะศึกษาหาข้อมูลด้านการลงทุนก่อน เพื่อนำมาวิเคราะห์ วางแผน ก่อนการลงทุน

    • เข้าใจความแตกต่างของการ รีไฟแนนซ์รถยนต์

ก่อนอื่นคุณควรต้องประเมินดูก่อนว่ามูลค่าของรถยนต์ในปัจจุบันของคุณ เพื่อดูว่ามีมูลค่ามากกว่ายอดติดจำนองหรือไม่ เพราะการรีไฟแนนซ์รถยนต์นั้น ไม่เหมือนกับการรีไฟแนนซ์บ้าน รถยนต์จะมีมูลค่าลดลงไปตามกาลเวลา ในขณะที่มูลค่าบ้านมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้เวลาที่สถาบันทางการเงินประเมินมูลค่าหลักทรัพย์ค้ำประกัน รถยนต์อาจจะมีมูลค่าน้อยกว่ายอดติดจำนอง จนอาจจะทำให้ไม่สามารถรีไฟแนนซ์ได้ เพราะถ้าหากนำ “ยอดตัวหนี้รถยนต์” มาเปรียบเทียบกับ “มูลค่ารถยนต์ที่ขอสินเชื่อได้ ณ เวลาปัจจุบัน” แล้วผลลัพธ์ออกมาไม่คุ้มค่า ตัวอย่างเช่น

ยอดตัวหนี้รถยนต์  :  600,000 บาท

มูลค่ารถยนต์ที่ขอสินเชื่อได้ ณ เวลาปัจจุบัน วงเงิน 400,000 บาท

ดังตัวอย่างก็จะเห็นได้ว่า มียอดส่วนต่างที่ติดลบอยู่จำนวน 200,000 บาท จากมูลค่ารถยนต์ที่ขอสินเชื่อได้ ทำให้การรีไฟแนนซ์รถยนต์ดังตัวอย่างนี้ จะทำให้ขาดทุนเพิ่มขึ้น

เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านจะได้รับข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับรีไฟแนนซ์รถยนต์เรียบร้อยแล้ว และถ้าหากท่านสนใจที่จะรีไฟแนนซ์รถยนต์กับสถาบันทางการเงินที่เชื่อถือได้ ท่านสามารถติดต่อฝ่ายบริการลูกค้าของ ซิตี้ ลิสซิ่ง ได้ตลอดเวลา หรือท่านสามารถขอคำปรึกษา หรือให้เราช่วยวางแผนให้ท่านได้ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายในการปรึกษาแต่อย่างใด

สินเชื่อรถยนต์ ซิตี้ ลิสซิ่ง


รายละเอียดสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายบริการสินเชื่อ

สำนักงานใหญ่ สายด่วน : 

โทร. 02 7623850 – 51 , 02-7623838 , 02-5143838 หรือ 089-8944348

สาขาพัทยา  โทร. 038-182328-30

สินเชื่อรถยนต์

ไฟแนนซ์รถยนต์ ดอกเบี้ยรถมือสอง จัดไฟแนนซ์รถยนต์ ไฟแนนซ์รถมือสอง ขอสินเชื่อรถยนต์ จัดไฟแนนซ์รถมือสอง เอกสารขอสินเชื่อรถยนต์ จัดไฟแนนซ์รถเก่า
ไฟแนนซ์รถยนต์ ดอกเบี้ยรถมือสอง จัดไฟแนนซ์รถยนต์ ไฟแนนซ์รถมือสอง ขอสินเชื่อรถยนต์ จัดไฟแนนซ์รถมือสอง เอกสารขอสินเชื่อรถยนต์ จัดไฟแนนซ์รถเก่า

สินเชื่อรถยนต์


     รถยนต์เป็นปัจจัยที่ 5 จำเป็นต้องใช้ในการทำงานหรือประกอบอาชีพ จะเป็นพนักงานออฟฟิศ พ่อค้าแม่ขาย ข้าราชการ หรือสาขาอาชีพใดก็ตาม ล้วนต้องพึ่งพารถราในการสัญจรกันทั้งนั้น แต่ก็อย่างว่า ราคารถยนต์นั่งส่วนบุคคลหรือปิกอัพ ก็ปาเข้าไปหลายแสนถึงหลักล้านบาท ครั้นจะซื้อด้วยเงินสด ก็คงต้องเก็บหอมรอมริบกันหลายปี คนส่วนใหญ่จึงนิยมใช้บริการ “สินเชื่อรถยนต์” เนื่องด้วยเงื่อนไขไม่ยุ่งยาก แถมมีระยะเวลาผ่อนชำระยาวนาน โดยเฉพาะที่ ซิตี้ ลิสซิ่ง ซึ่งจัดหนัก ให้บริการ สินเชื่อรถยนต์ แบบจัดเต็ม ภายใต้ข้อเสนอดี ๆ หลายด้าน ดังต่อไปนี้

สินเชื่อรถยนต์ ที่บริการครอบคลุมรถใหม่-รถมือสอง ( สินเชื่อรถใหม่ / สินเชื่อรถมือสอง )

     ไม่มีเงินก้อนก็สามารถซื้อรถได้ เพื่อความสะดวก คล่องตัว แน่นอนว่าบริการนี้ก็ย่อมเข้ามาตอบโจทย์ความต้องการผู้ที่กำลังมองหา ไฟแนนซ์รถยนต์ ที่สามารถ จัดไฟแนนซ์รถยนต์ หรือ จัดไฟแนนซ์รถมือสอง ( จัดไฟแนนซ์รถเก่า ) ให้กับคุณได้ ซึ่ง ซิตี้ ลิสซิ่ง ก็มีบริการ สินเชื่อรถยนต์ ทั้งรถใหม่ รถใช้แล้วหรือรถมือสอง ( สินเชื่อรถมือสอง ) ไม่ว่าคุณจะซื้อรถที่โชว์รูม ตัวแทนจำหน่าย หรือกับเต้นท์รถที่ไหนก็ตาม สามารถระบุกับสถานที่นั้น ๆ ได้เลย เพราะบริษัทฯ ได้เข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับช่องทางเหล่านั้นไว้ทั้งหมดแล้ว

ดาวน์น้อย ผ่อนนาน งบไม่บานปลาย

     เป็นธรรมดาที่การจะออกรถสักคัน เพียงคุณเตรียมเงินดาวน์ไว้จำนวนหนึ่ง ส่วนที่เหลือ ก็แจ้งความประสงค์ ขอสินเชื่อรถยนต์ มาที่ ซิตี้ ลิสซิ่ง หากคุณมีรายได้ประจำหรือมีอาชีพที่ตรวจสอบได้และมีขีดความสามารถในการผ่อนชำระ จะเลือกแบบระยะสั้นหรือยาว 24 เดือน 48 เดือน หรือเต็มลิมิตไปถึง 72 เดือน ก็ย่อมได้ ยังไงก็รับประกันว่าคุณจะไม่ผิดหวัง ได้รถยนต์มาใช้งานแน่นอน

ไฟแนนซ์รถยนต์ ดอกเบี้ยรถมือสอง จัดไฟแนนซ์รถยนต์ ไฟแนนซ์รถมือสอง ขอสินเชื่อรถยนต์ จัดไฟแนนซ์รถมือสอง เอกสารขอสินเชื่อรถยนต์ จัดไฟแนนซ์รถเก่า

ขอสินเชื่อรถยนต์ ได้อย่างง่ายดาย บริการถึงที่ ดิลิเวอรี่ถึงบ้าน

     ดังที่กล่าวไปข้างต้น ไม่ว่าคุณมองหารถคันที่ถูกใจในสถานที่ใดก็ตาม พร้อมกับได้เลือกใช้บริการ สินเชื่อรถยนต์ หรือต้องการ จัดไฟแนนซ์รถยนต์ กับทาง ซิตี้ ลิสซิ่ง ขั้นตอนหลังจากนี้ คุณมีหน้าที่เพียงแค่เตรียมเอกสารส่วนตัว ( เอกสารขอสินเชื่อรถยนต์ ) ไว้คอยท่าเท่านั้น เพราะบริษัทฯ จะจัดส่งเจ้าหน้าที่ไปเซอร์วิสคุณถึงที่โชว์รูมหรือเต้นท์รถ ชนิดแบบปัจจุบันทันด่วน หรืออาจจะเข้าไปให้บริการถึงที่ทำงาน หรือที่บ้านพักของคุณเพิ่มเติม

ปิดบัญชีก่อนกำหนด รับส่วนลด 50 % ( ของดอกเบี้ยที่ยังไม่ถึงกำหนด ตาม สคบ. โดยคิดคำนวณตามมาตรฐานการบัญชี )

     ข้อดีอีกประการ ของการใช้บริการ สินเชื่อรถยนต์ กับทาง ซิตี้ ลิสซิ่ง ก็คือ กรณีต้องการปิดบัญชีก่อนกำหนด คุณก็สามารถทำได้ โดยคุณไม่ต้องเสียค่าปรับ พร้อมยังได้ส่วนลดของดอกเบี้ย ทำให้มีเงินเหลือในกระเป๋ามากขึ้นนั่นเอง

     เห็นหรือยังล่ะว่า การใช้บริการ สินเชื่อรถยนต์ หรือการ จัดไฟแนนซ์รถยนต์ กับ ซิตี้ ลิสซิ่ง นั้นไม่ได้ยุ่งยากและซับซ้อนอย่างที่คิด เหมือนกับสโลแกนที่ให้ไว้นั่นแหละ

สินเชื่อรถยนต์ อนุมัติง่าย ได้เงินเร็ว บริการเป็นกันเอง!


เอกสารที่ใช้ประกอบการพิจารณา

      • สำเนาบัตรประชาชน และสำเนาทะเบียนบ้าน
      • สลิปเงินเดือนหรือหนังสือรับรองเงินเดือน
      • สำเนาบัญชีธนาคาร ( ย้อนหลัง 6 เดือน )
      • สำเนาหนังสือรับรองบริษัท ( กรณีเป็นนิติบุคคล )
      • แผนที่บ้านและที่ทำงาน

รายละเอียดสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายบริการสินเชื่อ

สำนักงานใหญ่ สายด่วน : 

โทร. 02 7623850 – 51 , 02-7623838 , 02-5143838 

ท่านสามารถดูรายการ สินเชื่อประเภทอื่น ๆ ของเราได้โดยคลิกที่นี่

สินเชื่อรถยนต์ ซิตี้ ลิสซิ่ง